ทำไมร้านอาหารต้องรู้เรื่องภาษี?
นอกจากการคำนวณต้นทุนและกำไรแล้ว ร้านอาหารยังต้องเข้าใจเรื่อง ภาษี เพราะมีผลโดยตรงต่อเงินที่ร้านได้รับจริงและความถูกต้องในการทำบัญชี สองคำที่ร้านจะได้ยินบ่อย ๆ คือ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ WHT (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ถ้าเข้าใจสองอย่างนี้ จะช่วยให้ร้านบริหารการเงินได้อย่างเป็นระบบและไม่เจอปัญหาภายหลัง

เปิดร้านอาหาร ต้องจ่ายภาษีไหม มีรายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี?
คำถามยอดฮิตสำหรับเจ้าของร้านอาหารมือใหม่ หรืออยู่ระหว่างเปลี่ยนจากงานประจำมาทำร้านอาหารเต็มตัว ถ้าถามว่าจะต้องจ่ายภาษีหรือไม่? ก็ขึ้นอยู่กับว่ารายได้ของร้านคุณมากแค่ไหน โดยภาษีที่ร้านบุคคลธรรมดา (ร้านที่ไม่ใช่รูปแบบบริษัท) จะต้องจ่าย เบื้องต้นก็คือ ‘ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ทำความรู้จัก ‘ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’ กันก่อนครับ เป็นภาษีที่ผู้มีรายได้ทุกคนจะต้องยื่นแสดงต่อกรมสรรพากรในทุกๆ ปี และหากมีเงินได้สุทธิเกิน 150,001 ขึ้นไป ก็มีโอกาสจะต้องเสียภาษีเพิ่ม แต่เราสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ มาลดหย่อนได้อีกนะครับ (ขั้นต่ำอยู่ที่ 60,000 บาท) จนบางครั้งก็อาจจะไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม แต่ได้รับภาษีคืนด้วยนั่นเอง
ช่วงเวลายื่นภาษีของเจ้าของร้านอาหาร มีปีละ 2 ครั้ง ดังนี้
- ครั้งที่1 ภ.ง.ด.94 (ภาษีกลางปี) ยื่นภายในเดือนกันยายน
สามารถยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพากรทั่วประเทศ หรือยื่นออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.rd.go.th (ได้รับสิทธิขยายเวลาให้อีก 8 วันในกรณียื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต หรือมีการขยายเวลาเพิ่มเติมหากมีเหตุจำเป็นอื่นๆ) - ครั้งที่ 2 ภ.ง.ด.90 ยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
สามารถยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพากรทั่วประเทศ หรือยื่นออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ (จะได้รับสิทธิขยายเวลายื่นภาษีไปอีก 8 วัน)
ยื่นภาษีได้ที่ไหนบ้าง ร้านอาหารขนาดเล็ก ต้องยื่นภาษีหรือไม่?
เจ้าของร้านอาหารควรต้องยื่นภาษีในทุก ๆ ปี และสำหรับร้านที่มีรายได้เกิน 1,800,000 บาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat 7%) ภายใน 30 วัน (นับตั้งแต่วันที่เกิน 1,800,000 บาท) โดยสามารถขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทางเว็บไซต์ www.rd.go.th แล้วเลือก “บริการอิเล็กทรอนิกส์”
ทั้งนี้ ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต้องทำการคำนวณภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของรอบเดือนถัดไป

กรณีร้านที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน
เจ้าของร้านอาหารควรยื่นภาษีในทุก ๆ ปี ตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น เพราะหากกรมสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่ารายได้ต่อปีของท่านเกินจากเกณฑ์ที่กำหนด อาจมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และอาจโดนเรียกเก็บค่าปรับได้
ดังนั้นแล้ว เจ้าของร้านอาหารทุกร้านต้องยื่นตรวจสอบภาษี แต่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการคำนวณรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนภาษีของแต่ละบุคคล
กรณีร้านที่เข้าร่วมเดลิเวอรี่
สำหรับร้านอาหารที่เปิดหน้าร้านและเดลิเวอรีนั้น การยื่นตรวจสอบภาษีจะต้องนำรายได้ทั้ง 2 ช่องทางมารวมกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเปิดหน้าร้าน หรือขายผ่านแอปเดลิเวอรี่อย่างเดียวก็จำเป็นต้องยื่นภาษีในทุก ๆ ปีเช่นกัน
VAT (Value Added Tax – ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
VAT คือ ภาษีที่เก็บจากการขายสินค้าและบริการ ปัจจุบันอัตรา 7%
ร้านที่ มียอดขายถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท/ปี จะต้องจด VAT
เมื่อจดแล้ว ต้องบวก VAT 7% เข้าไปในราคาขาย และออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
ตัวอย่าง:
ราคาขายอาหาร 100 บาท
บวก VAT 7% = 107 บาท
ร้านจะได้รับเงิน 107 บาท แต่ต้องนำ VAT 7 บาท ส่งให้กรมสรรพากร
📌 หมายเหตุ: ถ้าร้านไม่ได้จด VAT → ไม่ต้องบวก VAT แต่ก็ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบไม่ได้
WHT (Withholding Tax – ภาษีหัก ณ ที่จ่าย)
Withholding Tax หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ การหักภาษีจากจำนวนเงินที่จ่ายให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลก่อนที่จะจ่ายเงินให้ โดยผู้จ่ายมีหน้าที่นำส่งภาษีที่หักไว้นี้ให้แก่กรมสรรพากร ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่รัฐใช้เพื่อเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา ผู้รับเงินจึงไม่ต้องนำส่งภาษีเอง แต่จำนวนเงินที่ได้รับจะถูกหักไว้ก่อนแล้ว
อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ในประเทศไทยจะแตกต่างกันตามประเภทของรายได้ โดยอัตราหักภาษีที่พบบ่อยมีดังนี้:
สำหรับบุคคลธรรมดา
- เงินเดือน ค่าจ้าง: หักภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Progressive Tax Rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับฐานรายได้ต่อปี โดยอัตราจะเริ่มตั้งแต่ 5% ถึง 35%
- ค่าโฆษณา: หักภาษี 2%
- ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ: หักภาษี 3%
- ค่าธรรมเนียมและค่าจ้างที่ปรึกษา: หักภาษี 3%
- ค่าเช่า: หักภาษี 5%
สำหรับนิติบุคคล - ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ: หักภาษี 3%
- ค่าเช่า: หักภาษี 5%
- ค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์: หักภาษี 5%
- ดอกเบี้ย: หักภาษี 1%
- เงินปันผล: หักภาษี 10%
- ค่าขนส่ง: หักภาษี 1%
วิธีการหักและนำส่งภาษี ณ ที่จ่าย
ผู้จ่ายเงินต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด และนำส่งให้แก่กรมสรรพากรภายในเวลาที่กำหนด โดยผู้จ่ายจะต้องยื่นแบบฟอร์มภาษีที่ถูกต้องเพื่อแจ้งจำนวนภาษีที่หักไว้ และนำเงินที่หักส่งให้กับทางการภาษี
WHT หักจากร้านที่ขายเดลิเวอรี่รึเปล่า?
ในอีเมลรายงานการโอนเงินสำหรับบางร้านก็จะมีตัวเลขแสดงที่ช่อง WHT แต่บางร้านก็ไม่มีเกิดจาก
- หากร้านไม่ได้เป็นนิติบุคคล ทางร้านไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีส่วนนี้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนนี้
- แต่หากเป็นนิติบุคคล ทางร้านจะใช้ตัวเลขนี้ไปยื่น WHT ประจำเดือนที่สรรพากร แล้วออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ยื่นส่งมาที่บริษัทฯ พร้อมแนบสำเนาสมุดบัญชี เพื่อขอเงินส่วนนี้คืนตามขั้นตอนที่กำหนด
สูตรการคำนวณ WHT คือ
ค่าธรรมเนียม (GP) x 3% = WHT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
สรุป
VAT และ WHT อาจดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วคือกฎเกณฑ์ที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินอย่างโปร่งใส ร้านที่เข้าใจเรื่องนี้จะรู้ว่า เงินที่ได้รับจริง = รายได้ – ภาษี และยังสามารถวางแผนการเงินได้ดีขึ้น